หูของเขากับปากของเขามันอยู่ใกล้กัน หูของเรามันอยู่ไกลจากปากเขา เก็บเอามาเป็นขยะในใจเราทำไม <เก็บเอามาฝากจากพระวิทยากร>
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิัปัสสนากัมมัฏฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิัปัสสนากัมมัฏฐาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทำไมต้องทำกััมมัฏฐาน


     หลายๆ คนคงจะมีคำถามว่า ทำไมต้องปฏิบัติธรรม ทำไมต้องมาทำกัมมัฏฐาน เราก็รักษาศีลห้าอยู่แล้วนี่ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรมหรอก จริงหรือที่ไม่ต้องปฏิบัติธรรม วันนี้เรามาไขข้อข้องใจกันดีกว่าค่ะ
     ที่ต้องมาปฏิบัติวิปัสสนา ด้วยวิธีการเจริญสติปัฏฐานสี่ตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ดังต่อไปนี้
๑.ทำให้จิตมีพลังเข้มแข็ง สามารถต่อสู้กับความแปรผันของโลก และอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างลุล่วง
๒.ทำให้รู้ธรรมชาติของชีวิตที่เป็นจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่หรือดำรงอยู่ ดับหรือสลายไป อันมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน บังคับบัญชาไม่ได้ซึ่งก่อให้เกิดทุกข์
๓.ทำให้เป็นภูมิคุ้มกันความทุกข์ทางใจที่จะเกิด จนสามารถเผชิญกับความตึงเครียด และปัญหาในชีวิตได้ด้วยความสงบและมีความสมดุล
๔.ทำให้มีสมาธิในการเรียน ความจำดี ความคิดแจ่มใส สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหาชีวิตของตนได้ดี 
๕.สามารถระลึกรู้ถึงบุญและบาป คุณและโทษของการเบียดเบียนใจของตนเอง และการเบียดเบียนผู้อื่น และพร้อมจะกระทำจิตหรือใจของตนเองให้บริสุทธิ์หมดจดยิ่งๆ ขึ้นไป
     ปัจจุบันทุกขณะจิตมีความสำคัญยิ่ง
     พระพุทธองค์ตรัสว่า "อดีตได้ผ่านล่วงเลยไปแล้ว อย่าเสียดายและเสียใจกับอดีต ส่วนอนาคตก็ยังมาไม่ถึง อย่าวิตกกลัวอนาคต จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เมื่อปัจจุบันดีแล้ว อนาคตย่อมดีเอง ตรงกับลักษณะที่ว่า เมื่อเหตุดีผลย่อมดี"
     ทีนี้เราก็รู้แล้วนะคะว่า ทำไมถึงต้องทำกัมมัฏฐาน เรามาสร้างความแข็งแรงให้กับจิตเรากันดีกว่าค่ะ เมื่อจิตแข็งแรง การทำงาน การดำเนินชีวิต ก็จะเป็นไปอย่างมีสติ มีความรอบคอบ การผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา โดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งหมอดู พึ่งน้ำมนต์เก้าวัดที่ไหน เราสามารถที่จะกำหนดชะตาของเราได้ ที่พึ่งที่ระลึกสูงสุดของมนุษย์มีสามประการเท่านั้นค่ะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือที่เรียกว่าไตรสรณคมณ์ เรามาดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องกันดีกว่านะคะ.

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิปัสสนากัมมัฏฐาน งานพัฒนาจิต

 ทำไมคนเราจึงต้องพัฒนาจิต
ชีวิตคนเราประกอบด้วย ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือ
     -กาย หรือร่างกาย หรือเรียกว่า รูปธรรม
     -ใจ หรือจิต หรือเรียกว่า นามธรรม

     การที่คนเราจะดำรงชีวิตโดยสมบูรณ์ตามธรรมชาติได้ จะต้องรักษาทั้งกายและใจให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เราจะดูแลรักษากายโดยไม่คำนึงถึงใจ หรือรักษาแต่ใจโดยทอดทิ้งกายนั้นไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกายและใจมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดสนิทแน่น

     คนป่วยทางกาย เมื่อนานวันเข้าจิตใจก็อ่อนแอไปตามร่างกาย ในทางตรงกันข้าม คนที่เดิมร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ ถ้าเริ่มป่วยทางใจก็จะเกิดผลกระทบกาย เช่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ผลสุดท้ายกายก็จะป่วยตามไปด้วย

     กายเป็นธรรมชาติซึ่งไม่รู้อะไรเลย ชอบสงบนิ่ง ไม่ชอบเคลื่อนไหว ต้องการพักผ่อนนอนหลับ ในขณะที่ใจหรือจิต เป็นธรรมชาติซึ่งมีสสภาพรู้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา ชอบเคลื่อนที่ ชอบท่องเที่ยวไม่หยุดนิ่ง ชอบคิดชอบฝัน
   
     คนเราจะปล่อยกายให้เป็นไปตามธรรมชาติไม่ได้ กล้ามเนื้อจะไม่ทำงาน ดังนั้น คนเราจึงต้องบริหารกาย คือ การออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีพลังใช้ทำงาานได้ และเป็นภูมิคุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ

     สำหรับใจหรือจิตก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราปล่อยให้ใจคิดและท่องเที่ยวไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา ก็จะเป็นจิตที่ไม่สงบ ฟุ้งซ่าน หมกมุ่นอยู่แต่ในอดีตและอนาคต ไม่อยู่กับความเป็นจริงหรือปัจจุบัน ในที่สุดจิตก็จะมีสภาพอ่อนเปลี้ยขาดพลัง และสร้างปัญหา ก่อทุกข์ให้เกิดแก่บุคคลนั้นตลอดไป จึงจำเป็นต้องบริหารจิตหรือพัฒนาจิต กล่าวคือ ทำจิตให้สงบนิ่งด้วยการฝึกสติและสมาธิ