หูของเขากับปากของเขามันอยู่ใกล้กัน หูของเรามันอยู่ไกลจากปากเขา เก็บเอามาเป็นขยะในใจเราทำไม <เก็บเอามาฝากจากพระวิทยากร>
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมศึกษาโท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมศึกษาโท แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

ธรรมวิภาค (๓)

บูชา ๒
     บูชา หมายถึง การแสดงความเคารพเทิดทูน การยกย่องนับถือในบุคคลที่ควรเคารพยกย่อง หรือสักการบูชาในปูชนียวัตถุสถานที่ที่ควรบูชา มี ๒ วิธี คือ
  • อามิสบูชา การบูชาด้วยอามิส หมายถึง การนำวัตถุสิ่งของต่างๆ ไปสักการบูชาต่อบุคคลหรือสิ่งที่ควรบูชา เช่น ให้ข้าว ให้น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น รวมถึงการปรนนิบัติรับใช้ผู้มีพระคุณต่อตน ด้วยสิ่งของหรือแรงกายของตน
        การทำอามิสบูชาในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ได้แก่ การถวายปัจจัย ๔ มี จีวร บาตร เสนาสนะ และเภสัช รวมถึงเครื่องสักการอย่างอื่น ดอกไม้ ธูปเทียน แด่พระรัตนตรัย เพื่อเป็นพุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา
  • ปฏิปัตติบูชา การบูชาด้วยการปฏิบัติตาม หมายถึง การบูชาด้วยการปฏิบัติตามแบบอย่างที่ท ่านทำ ปฏิบัติตตามคำที่ท่านสอนด้วยความเคารพ ไม่อวดดื้อถือรั้นด้วยมานะทิฏฐิ ปฏิบัติด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่จำยอมด้วยถูกบังคับ
        การปฏิบัติบูชาในพระพุทธศาสนา ได้แก่ การตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยสมควรแก่เพศภาวะที่ตนเป็นอยู่ จะเป็นพระหรือชาวบ้านก็ตั้งใจรักษาปฏิบัติตามเพศภาวะแห่งตน


วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

ธรรมวิภาค (๒)

กาม ๒ แบ่งเป็น กิเลสกาม และวัตถุกาม
กาม หมายถึง ความใคร่ ความรัก ความพอใจ หรือความต้องการ จะเป็นฝ่ายดีหรือฝ่ายไม่ดีขึ้นอยู่กับความต้องการที่น้อมใจไป ในที่นีจัดเป็น กามฝ่ายไม่ดี มี ๒ ประเภท คือ
  • กิเลสกาม กิเลสเป็นเหตุใคร่ หมายถึง กิเลสที่มีอยู่ในจิตใจคน ซึ่งเมื่อถูกกิเลสครอบงำ ย่อมชักนำใจให้เกิดความดิ้นรนอยากได้ เช่น ราคะ ความกำหนัด โลภะ ความโลภ อิจฉา ความอยากได้ อิสสา ความริษยา อรติ ความไม่ยินดี อสันตุฏฐิ ความไม่สันโดษ เป็นต้น เรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสที่ทำให้ใจเร่าร้อนกระวนกระวาย ชักนำให้ทำชั่วทางกาย วาจา ใจได้ กิเลสกามจัดเป็นมาร เพราะเป็นต้นเหตุล้างผลาญความดีทำให้เสียคน
  • วัตถุกาม พัสดุอันน่าใคร่ หมายถึง กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นตัวยั่วยุให้คนเกิดความใคร่ วัตถุกาม จัดเป็นบ่วงแห่งมาร เพราะเป็นเครื่องผูกจิตของผู้ไม่รู้เท่าทันที่ติดอยู่ในกามคุณ
     กิเลสกามกับวัตถุกาม เป็นของเกี่ยวเนื่องกัน คือ กิเลสกามเป็นตัวใคร่ วัตถุกามเป็นสิ่งที่ถูกใคร่ ทั้งเป็นตัวยั่วยวนล่อใจให้เกิดความใคร่ด้วย



ธรรมวิภาค (๑)

วิชาธรรมวิภาคในธรรมศึกษาชั้นโทมี ๑๐ หมวด คือ
-ทุกะ หมวด ๒
-ติกะ หมวด ๓
-จตุกกะ  หมวด ๔
-ปัญจกะ หมวด ๕
-ฉักกะ หมวด ๖
-สัตตกะ หมวด ๗
-อัฏฐกะ หมวด ๘
-นวกะ หมวด ๙
-ทสกะ หมวด ๑๐
-ทวาทสกะ หมวด ๑๒
     ในแต่ละหมวดยังมีข้อย่อยๆ แยกออกไปอีก คือ
ทุกะ หมวด ๒ จะแบ่งออกเป็น กัมมัฏฐาน ๒ กาม ๒ บูชา ๒ ปฏิสันถาร ๒ สุข ๒
     กัมมัฏฐาน คือ อารมณ์ที่ตั้งแห่งการงานของใจ หมายถึง สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผูกใจไว้ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ควบคุมใจให้สงบหรือให้เกิดปัญญา ตามวิธีที่เลือกปฏิบัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ภาวนา" มี ๒ ประเภท คือ
     ๑.สมถกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายสงบใจ หมายถึง การปฏิบัติธรรมด้วยการบริกรรม ทำความเพียรทางจิตโดยใช้สติกำหนดอารมณ์กัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๔๐ มี
  • กสิณ ๑๐ ได้แก่การเพ่งวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง จนจิตนิ่งเป็นสมาธิ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม  สีต่างๆ เป็นต้น
  • อสุภะ ๑๐ ได้แก่การพิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ เช่น ซากศพที่เน่าพุพอง มีสีเขียวคล้ำ มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม หรืออวัยวะส่วนต่างๆ ขาดหาย เป็นต้น 
  • อนุสสติ ๑๐ ได้แก่การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ คุณของศีล เป็นต้น
  • พรหมวิหาร ๔ ได้แก่ การเจริญพรหมวิหารธรรม ๔ ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้เกิดขึ้นในใจเนืองๆ
  • อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ ได้แก่ การพิจารณาอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด
  • จตุธาตุววัฏฐาน ๑ ได้แก่ การกำหนดพิจารณาร่างกาย แยกส่วนออกเป็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
  • อรูปฌาน ๔ ได้แก่ การเพ่งสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เช่น กำหนดที่ว่างแบบไม่มีขอบเขตเป็นอารมณ์ กำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเจริญสมาธิขั้นสูงระดับฌาน
     การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานให้ได้ผลเร็ว ควรปฏิบัติให้ถูกจริตของตัวเองด้วย จริตมี ๖ อย่าง คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตักกจริต
     ๒.วิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา หมายถึง การเจริญกัมมัฏฐานที่ใช้ปัญญาพิจารณาสภาวธรรมเป็นหลัก คือ พิจารณา
  • ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  • ธาตุ ๑๘ มีจักขุธาตุ(จักษุประสาท) รูปธาตุ(รูปภายนอก) จักขุวิญญาณธาตุ(ธาตุที่ทำหน้าที่รู้ทางตา) เป็นต้น
  • อายตนะ ๑๒ ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ และ อายตนะภายใน ๖ คือ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  • อินทรีย์ ๒๒ ได้แก่สิ่งที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน เช่น จักขุนทรีย์ เป็นใหญ่ในการเห็นรูป 
     พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสามัญลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จนสามารถคลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ ได้


วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

ผลสอบธรรมศึกษาโท ๒๕๕๓ รร.อนุบาลดอนพุด


สบ ๒๕๕๓/๔๐๒๗  เด็กชายนันทพงษ์    ควรระงับ
สบ ๒๕๕๓/๔๐๒๘  เด็กชายอิทธิพล      ต่ายสิน
สบ ๒๕๕๓/๔๐๒๙   เด็กชายจตุพร                บุญหล้า
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๐   เด็กหญิงกุสุมา               สาทอง
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๑   เด็กหญิงพนิดา               เหลืองประทีป
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๒  เด็กหญิงศิรดา                 แก้วชาติ
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๓  เด็กหญิงอายริน              เอกทัศน์
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๔  เด็กหญิงกาญจนา           จิตรีรัตน์
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๕  เด็กหญิงเขมรัตน์            ศรีโปฎก
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๖  เด็กหญิงเนตรนภา           สว่างภักดี
สบ ๒๕๕๓/๔๐๓๗  เด็กหญิงศิรินาถนภา        สุรเดช